เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ “Holistic Wellbeing”
ขับเคลื่อนอนาคต Wellness Economy ประเทศไทย
หลังคว้าอันดับ 1 ของโลก ด้าน SDG 3
หวังนำไทยทะยานชิงมูลค่าเวลเนสโลก 9.8 ล้านล้านดอลลาร์
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สุขภาพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการรักษาพยาบาล แต่เป็นเครื่องยนต์ของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้ Wellness Economy กลายเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก โดยข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในปี 2024 เศรษฐกิจสุขภาวะของโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปี ในช่วงปี 2024–2029 ทั้งนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 2029 Wellness Economy จะเพิ่มขึ้นสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐและมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมเกือบสองเท่า ขณะเดียวกันภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยังได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดเศรษฐกิจสุขภาพที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของโลก ด้วยมูลค่าราว 2.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของภูมิภาคสู่ศูนย์กลางใหม่ของเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพ เปิดโอกาสให้ประเทศที่มีความพร้อมด้านการแพทย์และบริการระดับสากลอย่างประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหมุดหมายสำคัญของโลกได้
“Wellness Economy ครอบคลุมธุรกิจที่หลากหลาย โดยกลุ่มที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดโลก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและความงาม (Personal Care & Beauty) รองลงมาคือ อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต (Healthy Eating/Future Food) และ การออกกำลังกาย (Physical Activity) ในขณะที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และ อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ (Wellness Real Estate) แม้จะมีสัดส่วนตลาดรองลงมา แต่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สูงขึ้นเฉลี่ยถึง 16% ต่อปี และอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะมีมูลค่าถึง 1 ใน 3 ของตลาดรวม สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งรักษาโรค ไปสู่การลงทุนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ คุณภาพชีวิต และการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว สำหรับประเทศไทย ตลาด Wellness Economy มีมูลค่าประมาณ 600,000 – 670,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 5% ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะประเทศไทยมีจุดแข็งด้าน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และได้รับการจัดอันดับอยู่ใน 15 อันดับแรกของโลก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และบริการสุขภาพมูลค่าสูง เพื่อยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาค”
บริการทางการแพทย์ (Medical Service) - ยกระดับบริการทางการแพทย์มูลค่าสูง โดยมุ่งพัฒนาการรักษาเฉพาะทางและเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลก อาทิ การผ่าตัดส่องกล้อง (MIS) ทั้งกระดูกสันหลังและหัวเข่า, การดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Transgender Healthcare) เป็นต้น
บริการเพื่อสุขภาพ (Wellness Service) – ยกระดับบริการสุขภาพและเวลเนสแบบองค์รวม โดยต่อยอดจุดแข็งในธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ ทั้งแบบดั้งเดิม ได้แก่ สปา นวดไทย การแพทย์แผนไทย และการฝึกสมาธิจิตตปัญญา (Mindfulness) รวมถึงแบบฐานวิทยาศาสตร์ โดยผสานองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ เวชศาสตร์จีโนม (Genomic Medicine) วิทยาศาสตร์การกีฬา (Sport Science) และการออกกำลังกายที่ออกแบบตามรหัสพันธุกรรม เพื่อพัฒนาบริการสุขภาพมูลค่าสูง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (Industrial Product) – สร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้ งานวิจัย และทรัพยากรชีวภาพของประเทศ สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชันและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Functional Food & Food Supplements) เครื่องสำอางจากสมุนไพร (Cosmeceutical) และชุดตรวจวินิจฉัยโรค (Diagnostic Test Kits) ควบคู่กับการพัฒนา MU Bioplant: โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุและสารชีวโมเลกุลมาตรฐานสากล ขยายโอกาสสู่ตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูงระดับโลก
การวิจัยและพัฒนา (Research & Development: R&D) – ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นบทบาทหลักของมหาวิทยาลัย ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย อาทิ คลังข้อมูลพันธุกรรมเพื่อการแพทย์แห่งอนาคต Medical AI เพื่อยกระดับการวินิจฉัยและการรักษา รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) และการรักษาด้วยยีน (Gene Therapy) เพื่อผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสุขภาพ ต่อยอดเชิงพาณิชย์ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรสมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนกลยุทธ์ พัฒนาคุณภาพและพันธกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการจัดอันดับเป็น มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being จาก THE Sustainability Impact Ratings 2026 ซึ่งเป็นเวทีจัดอันดับมหาวิทยาลัยด้านความยั่งยืนระดับโลกที่ใช้กรอบการประเมินตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ โดยความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของมหาวิทยาลัยมหิดล นับตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมการจัดอันดับด้าน SDG 3 ในปี 2020 ซึ่งขยับจาก อันดับ 77 ของโลก สู่อันดับ 16, 7, 3 และล่าสุดได้ก้าวขึ้นสู่ อันดับ 1 ของโลกในปี 2026 นี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการการศึกษา การวิจัย การผลิตบุคลากรด้านสุขภาพ และการรับใช้สังคม จนสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาวะของประชาชนได้
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการจัดอันดับ 1 ในครั้งนี้ มาจากความโดดเด่นในด้าน Collaborations & Health Services ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนถึง 38.40% จากการดำเนินงานด้านบริการสุขภาพและความร่วมมือกับหน่วยงาน เครือข่าย และชุมชน ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ รวมถึงด้าน Number Graduating in Health Professions ซึ่งคิดเป็น 34.60% จากบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันหลักที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในระดับประเทศ
"การได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของมหาวิทยาลัยมหิดล แต่เป็นภารกิจครั้งสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตสุขภาวะองค์รวมของประเทศไทย จากนี้เราจะเดินหน้าต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และการผลิตบุคลากรคุณภาพ เชื่อมโยงความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมสุขภาพและสุขภาวะแห่งอนาคต พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Wellness Economy ที่เติบโตอย่างยั่งยืน"
ทั้งนี้ ก้าวต่อไปของมหาวิทยาลัยมหิดล คือการต่อยอดยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้ประโยชน์จริงเข้าด้วยกัน ผ่านการบูรณาการศาสตร์จากหลากหลายสาขา นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ โดยมีตัวอย่างการดำเนินงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โมเดลบริการสุขภาพของ ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ ที่สามารถนำรายได้กลับมาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาส การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง การต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง รวมถึงการพัฒนา Medical AI Center ร่วมกับ NVIDIA และเทคโนโลยี Gene Therapy เพื่อยกระดับการรักษาโรคซับซ้อน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมให้เป็นทั้งคุณค่าทางสังคมและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นฮับด้านสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาคต่อไปในอนาคต
###













0 Comments