จัดประชุมที่ DPU มุ่งมั่นนำภาคการศึกษา
รับมือโลกเปลี่ยนแปลง
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เป็นเจ้าภาพการประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจร ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 รวมพลังกว่า 60 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขับเคลื่อนบทบาทมหาวิทยาลัยสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านความยั่งยืน ตอกย้ำความร่วมมือของภาคการศึกษาสร้างการพัฒนาประเทศสู่อนาคต
ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU กล่าวว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ DPU ได้รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และร่วมขับเคลื่อนบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน การรวมตัวของสถาบันอุดมศึกษาครั้งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของโลกในอนาคต โดยทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) แม้จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการใช้กระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Premium ซึ่งภาคการศึกษามีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกำลังคนที่มีความเข้าใจทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวิทยาศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยโจทย์สำคัญในวันนี้ไม่ใช่เพียงว่ามหาวิทยาลัยจะปรับตัวอย่างไร แต่คือ มหาวิทยาลัยจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้อย่างไร
“DPU มุ่งผลักดันแนวคิดความยั่งยืนให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร ควบคู่กับการพัฒนานักศึกษาให้มี Sustainability Mindset ผ่านการเรียนการสอน งานวิจัย และกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างบัณฑิตที่สามารถนำความรู้และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม ในการประชุมครั้งนี้ DPU ได้นำเสนอนิทรรศการและผลงานด้านความยั่งยืนที่สะท้อนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในหลากหลายมิติ ทั้งการพัฒนามหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการได้รับการขึ้นทะเบียน Carbon Footprint for Organization (CFO) ครอบคลุมทั้งมหาวิทยาลัย รวมถึงการจัดแสดงโครงงานและงานวิจัยของนักศึกษาที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้ง 17 เป้าหมาย ผ่านหลักสูตร DPU CORE ตลอดจนโครงการ ‘ปรุงสุข’ นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพที่เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างแพทย์ นักโภชนาการ และเชฟ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนความยั่งยืนร่วมกัน” ดร.ดาริกา กล่าว
ด้าน ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม และประธานเครือข่าย SUN Thailand กล่าวว่า เครือข่าย SUN Thailand เกิดจากความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษาทุกภาคส่วน ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาบัณฑิตให้เป็นผู้นำด้านความยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ชุมชน และประเทศ ปัจจุบันเครือข่ายได้เติบโตอย่างต่อเนื่องและได้รับการสนับสนุนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้มีบทบาทสำคัญในการประสานความร่วมมือด้านความยั่งยืนในระดับอุดมศึกษาของไทย และ SUN Thailand กำลังก้าวสู่การเป็นเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนระดับโลก ซึ่งมีมหาวิทยาลัยชั้นนำจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ร่วมเป็นเครือข่ายเริ่มต้น นอกจากนี้ยังเดินหน้าสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ อาทิ UNDP หรือโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ และ ESCAP หรือ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก เพื่อยกระดับบทบาทของมหาวิทยาลัยไทยในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
“การประชุมสัญจรของ SUN Thailand ในแต่ละครั้ง จะกำหนดหัวข้อหลักที่แตกต่างกันตามความเชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยเจ้าภาพ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีด้านความยั่งยืน นอกจากนี้ ยังจัดกลุ่มมหาวิทยาลัยสมาชิกออกเป็น 5 คลัสเตอร์ความเชี่ยวชาญ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืนในประเด็นต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน SUN Thailand ได้รวบรวมและจัดทำหนังสือ Best Practices ด้านความยั่งยืนจากมหาวิทยาลัยสมาชิกเกือบ 100 เรื่อง ครอบคลุมตั้งแต่การลดการใช้พลังงาน การส่งเสริมสุขภาวะ การออกแบบพื้นที่และภูมิทัศน์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือกับชุมชนและสังคม และมีแผนที่จะจัดทำเป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นต้นแบบการเรียนรู้และขยายผลสู่สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ” ดร.พรชัย กล่าว
นายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน : บทบาทมหาวิทยาลัยในยุคการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม”ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่คำนึงถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนและส่งผลกระทบในระดับภูมิภาคและระดับโลก ประเทศไทยจึงไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพังได้ เห็นได้จากปัญหาหมอกควัน หรือน้ำท่วม ดังนั้น “การปรับตัว” (Adaptation) จึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายและกลไกที่มีอยู่ เพื่อสร้างความร่วมมือจากทุกฝ่าย ในการรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ในวันที่สองของการประชุม ที่ประชุมได้รับเกียรติจาก ดร.ศกยง พัฒนเวคิน จากบริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด ที่มาบรรยายในหัวข้อ AI in Climate Finance โดยท่านเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนแนวคิดการมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาประเมินความยั่งยืนและข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งสามารถขยายผลถึงกลยุทธ์ธุรกิจและการลงทุนขององค์กรต่าง ๆ ได้ และหลังจากนั้นเป็นการบรรยายเรื่อง Wellness & Longevity : The Future of Human Potential โดย ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่มาให้คำแนะนำถึงการดูแลสุขภาพในแต่ละบุคคล โดยท่านได้จุดประกายมุมมองใหม่ในการเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเน้นย้ำว่า "เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ" ไม่ใช่เพียงเรื่องของความงาม แต่เป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่ม Sub-optimal Level หรือกลุ่มคนที่ร่างกายเริ่มเสื่อมถอยแต่ยังไม่ถึงขั้นเจ็บป่วย ซึ่งถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในโลก ให้กลับมามีภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง พร้อมทั้งเปลี่ยนผ่านเป้าหมายจากการมีอายุที่ยืนยาวเฉยๆ (Lifespan) ไปสู่การมีช่วงอายุที่มีสุขภาพดีและใช้ชีวิตได้อย่างมีภาพรวมที่มีความสุข (Healthspan) อันเป็นการสร้างรากฐานความยั่งยืนที่แท้จริงให้แก่ศักยภาพของมนุษยชาติต่อไป













0 Comments