Ad Code

Recent Posts

“LPP Group” ผู้นำโรงสีข้าวไทย สู่ผู้ผลิตน้ำมันรำข้าวครบวงจร ปั้นแบรนด์ “LPP OIL” พร้อมรับผลิต OEM ชู Supply Chain ครบวงจร สร้างมูลค่าเพิ่มจากนาข้าวไทยสู่โต๊ะอาหารโลก


“LPP Group” ผู้นำโรงสีข้าวไทย
สู่ผู้ผลิตน้ำมันรำข้าวครบวงจร ปั้นแบรนด์
“LPP OIL” พร้อมรับผลิต OEM ชู Supply Chain ครบวงจร
สร้างมูลค่าเพิ่มจากนาข้าวไทยสู่โต๊ะอาหารโลก

“LPP Group” ผู้นำธุรกิจโรงสีข้าวรายใหญ่ของไทย ตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว ต่อยอดความภูมิใจจากนาข้าวไทย สู่ธุรกิจน้ำมันรำข้าวครบวงจร ภายใต้บริษัท “แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์” มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบการเกษตรไทยผ่านผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวคุณภาพระดับสากล รุกตลาดอุตสาหกรรมอาหารและ OEM พร้อมเปิดตัวแบรนด์ “LPP OIL” ชูจุดแข็ง Supply Chain ครบวงจร ควบคุมคุณภาพตั้งแต่แปลงนาของเกษตรกรไทยสู่โต๊ะอาหารผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมประกาศวิสัยทัศน์บนเวที THAIFEX – Anuga Asia 2026 มุ่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยสู่สากล ควบคู่แนวคิด Zero Waste เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน


นายถวิล ล้อพูนผล
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LPP Group เปิดเผยว่า “LPP Group” ดำเนินธุรกิจผ่าน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ บริษัท ล้อพูนผล ไรซ์มิลล์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจโรงสีและแปรรูปข้าวรายใหญ่ของประเทศ ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ในการผลิตและจำหน่ายข้าวสารคุณภาพภายใต้แบรนด์ “บัวชมพู”, “ชาวนาไทย”, “กุ้งคู่ทองคำ” และ “กุหลาบ”, บริษัท แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันรำข้าว ภายใต้แบรนด์ “LPP OIL” พร้อมให้บริการรับผลิตน้ำมันรำข้าวในรูปแบบ OEM เพื่อต่อยอดมูลค่าเพิ่มวัตถุดิบตามแนวทาง Circular Economy และ บริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมแอลพีพี จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย


จุดแข็งของ “LPP Oil” คือความเชี่ยวชาญในธุรกิจข้าวแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยบริษัทได้นำความเข้าใจเชิงลึกด้านข้าวและการเข้าถึงรำข้าวคุณภาพจากต้นน้ำ มาพัฒนาน้ำมันรำข้าวระดับพรีเมียมด้วยเทคโนโลยีการสกัดและการกลั่นมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและสม่ำเสมอ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหาร พร้อมยกระดับข้าวไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในตลาดโลก ภายใต้การดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG ที่ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ผ่านระบบซัพพลายเชนครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพข้าวร่วมกับเกษตรกร ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าแก่ผู้บริโภค เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน


นายถวิล กล่าวเสริมว่า ในมิติสิ่งแวดล้อม (Environmental) บริษัทมุ่งลดผลกระทบต่อธรรมชาติด้วยแนวคิด Low Carbon ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ตลอดห่วงโซ่การผลิต
ในระดับต้นน้ำ บริษัททำงานร่วมกับเกษตรกรในการพัฒนาข้าวคุณภาพอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดของเสียตั้งแต่ต้นทาง
ในระดับกลางน้ำ เน้นการแปรรูปและควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ตั้งแต่โรงสี การแยกรำข้าว การจัดเก็บ และการขนส่งเข้าสู่โรงสกัด เพื่อรักษาคุณภาพวัตถุดิบและลดการสูญเสีย ในระดับปลายน้ำ กระบวนการสกัดน้ำมันรำข้าวดำเนินภายใต้มาตรฐานสากล โดยนำรำข้าวเข้าสู่การสกัดภายใน 24 ชั่วโมงเพื่อคงคุณค่าสารสำคัญ เช่น Gamma Oryzanol ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง การมีซัพพลายเชนครบวงจรช่วยให้บริษัทควบคุมคุณภาพ ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ได้น้ำมันรำข้าวคุณภาพสูงตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง


นอกจากนี้ LPP Group ยังมีระบบ Traceability ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่แปลงนาจนถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวที่วางจำหน่าย เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระดับสากล และอยู่ระหว่างการเตรียมเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐาน ESG จากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความน่าเชื่อถือขององค์กรและสะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง


ปัจจุบัน บริษัทฯ มีศักยภาพการผลิตในระดับอุตสาหกรรมด้วยกำลังการบรรจุ 21,000 ตันต่อปี และกำลังการกลั่น 36,500 ตันต่อปี โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักในภาคอุตสาหกรรมอาหาร (B2B) และพันธมิตรคู่ค้าระดับโลก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานการผลิตและศักยภาพการควบคุมคุณภาพของ “LPP OIL” ในระดับสากล นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้บริการรับผลิต (OEM) สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์น้ำมันรำข้าวทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาแบรนด์ “LPP OIL” อย่างต่อเนื่อง


ในด้านคุณภาพสินค้า น้ำมันรำข้าวของบริษัทฯ มีค่า Gamma Oryzanol ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้เฉพาะในน้ำมันรำข้าว อยู่ในระดับ 10,000 –15,500 ppm พร้อมคุณสมบัติจุดเกิดควันสูง (High Smoke Point) ที่ 235 องศา ช่วยลดการเกิดควันระหว่างการปรุงอาหาร ทำให้น้ำมันรำข้าวเหมาะสำหรับการทอดและการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง ส่งผลให้ความต้องการจากครัวเรือนและธุรกิจบริการอาหารเพิ่มขึ้น อีกทั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยวยังเพิ่มการใช้ในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากมีความเสถียรต่อการเกิดออกซิเดชัน ไม่อมน้ำมัน และลดโอกาสการเกิดกลิ่นหืน


นอกจากนี้ ยังผ่านการทดสอบ Cold Test ที่อุณหภูมิ 0°C นานกว่า 5.5 ชั่วโมง โดยไม่เกิดไขในน้ำมันรำข้าว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศักยภาพโดดเด่นของอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันรำข้าว สะท้อนความพร้อมด้านเทคโนโลยีการผลิตของโรงงาน LPP OIL ที่เลือกใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตทั้งระบบนำเข้าจากยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ล่าสุดระดับชั้นนำของโลก อีกทั้งโรงงานยังได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001, GHPs, HACCP, HALAL, FDA และ BRCGS รวมถึงได้รับรางวัล “Superior Taste Award 2025” จาก International Taste Institute สะท้อนการยอมรับในระดับนานาชาติ


ขณะเดียวกัน บริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด (LPP Industrial Estate Co., Ltd.) เดินหน้าพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแอลพีพี จ.นครสวรรค์ ซึ่งถือเป็นนิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย บนพื้นที่ 583 ไร่ ใน ต.โคกเดื่อ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์ใจกลางประเทศ สามารถเชื่อมต่อทุกภูมิภาคและท่าเรือหลักได้อย่างสะดวก โดยมุ่งพัฒนาเป็น Smart Agriculture Industrial Estate เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในอนาคต คาดว่าจะเปิดดำเนินการในปี 2569


อุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าตลาดในปี 2026 จะมีมูลค่าประมาณ 12.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 446.4 พันล้านบาท และจะขยายตัวสู่ระดับ 18.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 673.2 พันล้านบาทในปี 2036 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR 2026–2036) ประมาณ 4.2% โดย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยังคงเป็นตลาดหลักของโลก ทั้งในฐานะแหล่งผลิตและตลาดผู้บริโภคสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวคุณภาพรายใหญ่ของโลก ด้วยความแข็งแกร่งด้านวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวคุณภาพสูง


ภายใต้แนวโน้มดังกล่าว LPP Group เดินหน้าขยายธุรกิจน้ำมันรำข้าว โดยมุ่งเน้นตลาด B2B ควบคู่การรุกตลาดผู้บริโภค (B2C) เพื่อผลักดัน “LPP OIL” สู่แบรนด์น้ำมันรำข้าวคุณภาพระดับโลก ทั้งด้านมาตรฐานการผลิต คุณค่าทางโภชนาการ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นายถวิล กล่าวทิ้งท้าย


                                                               # # #

Post a Comment

0 Comments

Comments

Ad Code